ย่อ

ถ้าจักรวาลหมายถึงความกว้างใหญ่ของพื้นที่สำหรับตั้งวางทุก ๆ สิ่ง ทั้งสิ่งมีและไม่มีขีวิต , ตัวตนของมนุษย์ , ความงาม,  ความรู้ ประวัติศาสตร์,  ความจริงและความลวง ฯลฯ เราจะควานหารหัสสัญญาณเพื่อไปให้ถึงความหมายของการมีอยู่สิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร  


อุทิศ เหมะมูล ได้ย่อจักรวาลเหล่านั้นเหลือเพียงพื้นที่ไม่ถึงฝ่ามือ ผ่านตัวอักษรในย่อหน้าแรกของวรรณกรรม ๑๒ เล่ม เป็นย่อหน้าแรกเป็นเสมือนการบีบอัดแรงส่งก่อนระเบิด ปะทุ และทยอยคลี่คลายในเนื้อเรื่อง มีการส่งรหัสสัญญาณของวรรณกรรมทุกเล่มในย่อหน้าแรกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้  เราอาจไม่ต้องพึ่งพิงทฤษฎีใดๆ และใช้เพียงลางสังหรณ์สำรวจได้ ขณะที่อุทิศได้บดขยี้ย่อหน้าแรกให้เราเห็นส่วนผสมชีวิตของนักเขียนแต่ละคนที่กว่าจะกลายมาเป็นการบรรเลงคำพูดในบรรทัดวรรณกรรม  ซึ่งสะท้อนประสบการณ์การอ่านอันแข็งแกร่งของเขา นั่นเพียงพอแล้วสำหรับการติดตามอ่านสิ่งที่นักเขียนสะท้อนสะเทือนแรงที่ทำให้หัวใจเกิดร่องรอยลึกจากนักเขียนในตำนานของเขา

‘จักรวาลในหนึ่งย่อหน้า’

มนุษย์ผู้ยึดอาชีพเดียวดาย


ถึงเขาไม่มีตัวตนอยู่จริง  ก็สามารถพบความเป็น ‘อาเล่อ’ ได้ในเราทุกคน  มือสังหารหนุ่มที่ไม่ได้เสพติดการฆ่า แต่เสพติดบะหมี่ชามใหญ่เพิ่มไข่พะโล้  เขายึดมั่นหลักการทำงาของเขาอย่างหนักแน่น นั่นคือ ต้องซื้อล็อตเตอรี่ก่อนรับงานสังหารทุกครั้ง เขาจะต้องมั่นใจก่อนว่าล็อตเตอรี่ที่เขาเสี่ยงโชคมานั้นได้รางวัลมูลค่าเท่าใด ยิ่งมูลค่าสูงนั่นหมายถึงความสำเร็จในการฆ่าแต่ละครั้งก็จะยิ่งสูงตาม  เป็นเงื่อนไขง่าย ๆ ที่พบทั่วไปคือ เป็นหลักการแบบ if – cause หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น อีกสิ่งหนึ่ง(อาจ)จะเกิดขึ้นตาม ทั้งที่สองสิ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นเหตุและเป็นผลลัพธ์ของกันและกันเลยโดยสิ้นเชิง  จริง ๆ

 ในตอนท้าย อาเล่อถูกรางวัล ๑๐๐ ล้าน แต่งานสังหารที่ซับซ้อนกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า อย่าว่าแต่การเป็นนักฆ่าอันดับต้น ๆ เลย ตัวเขาเองแทบจะสิ้นที่ยืนในวงการ 

แต่

“บนเส้นทางชีวิต หกล้มจับกบดมขี้หมามาหลายครั้ง ซ้ำยังไล่คว้าโชคดีไม่ติด ก็มีโชคหนึ่งร้อยล้านพุ่งเข้าใส่ มันต้องมีความหมายของมันอย่างแน่นอน”

ถ้าคุณเชื่อในโชค จงทำใจให้กว้างว่ามันจะมาในรูปแบบอื่นอย่างที่ไม่มีความสัมพันธ์กันเลยโดยสิ้นเชิง จะมีสักกี่เรื่องกันที่มนุษย์ผู้ยึดอาชีพเดียวดายเช่นนี้แสวงหาจากสังคม ให้ทาย หรือไม่ก็ต้องลองอ่านดู

“ยอดนักฆ่า ตอนนักปลิดชีวิตแสวงโชค”

 

บทสนทนารัก

ผมจะบอกเล่าถึงความขี้เกียจของตัวเองอย่างไรให้งดงาม คือผมไม่ยอมทำงานแปลมาสองวันแล้วโดยใช้ข้ออ้างถึงแรงกดดันรอบตัวที่เยอะเกินไปจากคนอื่น ดังนั้นผมจึงอนุญาตห้ามใช้กฏมาดันตัวเอง  แน่นอนสิครับว่าผมมีเวลาเยอะขึ้น  ว่างมากพอที่จะเข้าไปอ่านข้อความของอดีตคู่รักแว้นบอยสก็อยเกิร์ลคู่หนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาตซะด้วย ถ้าคุณยอมสบตาผมในตอนนี้ คุณจะพบแววมาดร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เจตนาของผมทำงานอย่างซื่อสัตย์นะครับ คือ  ขอเรียนรู้หน่อย เท่านั้นเอง  

มีฉากหวาน รักเทอนะ เป็นห่วงจัง หาอะไรกินด้วย  ให้ไปหาไหม  ขอโทษ

มีฉากแสดงตัวตน  แก หมวกที่แกอยากได้อ่ะ มันเป็นหมวกที่ฮิวโก้ใส่ขึ้นคอนเสิร์ตเว้ย  หาได้ทั่วไปมากเลย เราแค่ไม่เห็นด้วยที่แกใช้เงินกับของไม่เป็นประโยชน์และกลาดเกลื่อน 

มีฉากกวนตีน แก เราอยากมีกิ๊กอ่ะ  เงี่ยนเหรอ  คร่าา พ่องงงง  olo 

มีฉากร่ำ ๆ จะบู๊ แชตกับใครอยู่  อ้าวเงียบกริบ เห้ยย เป็นไรมากป่ะ เขาขอติดรถแกไปทำไมวะ แกมันแค่คนแรกใช่ว่าเราจะไม่เอาใครเลย แค่ชาถ้วยเดียวนี่แกลากมาถึงเรื่องจะเลิกกันเลยเหรอ

เหมือนกำลังดูภาพเคลื่อนไหวที่ตัวละครสองคนคุยกันเรื่องใต้ทะเล คนหนึ่งพูดถึงกรรมวิธีทำสาหร่ายให้กินได้ อีกคนพร่ำถึงคลื่นใต้น้ำจะกลายเป็นบทเพลง  ผมไล่อ่านย้อนไปกระทั่งคอมพิวเตอร์ขึ้นสัญลักษณ์หมุนติ้วนานเกินชั่วโมง ผมยังคงตั้งใจรอให้บทสนทนาถอยกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่สวยงามของพวกเขา แปะ แป๊ะ แป๊ะ ยุงกัดครับ เลยตบระหว่างรอ 

การอ่านทำให้สมองเราสร้างภาพทับซ้อนกับประสบการณ์ของเราเกิดเป็นสัมผัสอื่น ๆ ต่อไปได้อีก เช่น ผมเห็นภาพห้องพักนักศึกษามีกองเสื้อผ้าไม่ได้ซักอมกลิ่นอับควันบุหรี่นานแรมเดือน  ผมรับรู้ได้ถึงความหิวโหยตอนที่คำปลอบโยนของเขาและเธอถูกใช้ในดินเแดนสิ้นเดือน  สัมผัสรสปากของเธอคงจะนุ่มแน่นเนียน น่าค้นหาพร้อม ๆ กับน่าสะพรึงเสมอเมื่อมีถ้อยคำผรุสวาทล่วงออกมาจากปากแน่นนั้น เหล่านี้เป็นประสบการณ์เดียวกับการอ่านวรรณกรรมดี ๆ สักเล่มจริง ๆ  ตรงที่มีความเข้าถึงเนื้อหนังชีวิต จะแตกต่างกันหน่อยตรงที่  ผมพบข้อโต้แย้งที่เกิดจากตรรกะคนละทิศทางของพวกเขา  เมื่อเทียบกับการอ่านนิยายหรือเรื่องแต่งจากผู้ประพันธ์คนเดียว ก็อาจจะไม่พบการสร้างเหตุผลเพื่อเอาตัวรอดที่แตกต่างกันคนละขั้วได้ขนาดนี้  เราจะไม่พบอาการขี้บ่นที่ได้อารมณ์ถึงใจเท่านี้  ผมมองเห็นนิยายในบทสนทนานี้ คำพูดที่พวกเขาคุยกันมันค่อย ๆ ร้อยรัดเรื่องโดยตัวมันเอง เป็นตัวหนังสือที่มีขีวิต หมดจด และเด็ดขาดมาก
หน้าจอยังคงหมุนติ้ว ข้อความส่วนตัวไม่อนุญาตให้ผมย้อนไปถึงจุดเริ่มต้น ผมมองนาฬิกา บทสนทนาสิ้นสุดเมื่อใกล้สองทุ่ม ของวันที่ ๒๙ ตุลาคม ค.ศ ๒๐๑๕ หรือเมื่อปีที่แล้วพอดีเป๊ะ
ด้วยประโยคจากแป้นพิมพ์ที่ว่า “จะไปตายไหนก็ไป”

 

 

 

 

THE SOCIOLOGY OF ART 001

img_6502

INTRODUCTION: ‘ART’ AND SOCIOLOGY
David Inglis and John Hughson

001

อะไรคือคำว่า ‘ศิลปะ’ ในความหมายของคุณ
‘ศิลปะ’ ของคุณหมายถึงภาพเขียน งานประติมากรรมในแกลเลอรี่ เพลงบีโธเฟ่นและโมสาร์ทที่วงออเครสตราบรรเลงพลันผุดขึ้นมาในหัวอย่างนั้นหรือเปล่า?
‘ศิลปะ’ ของคุณ หมายถึงผลงานที่แสดงออกโดยอัจฉริยภาพหรือพวกขี้เก็กน่าเบื่อหรือเปล่า ?
‘ศิลปะ’ ของคุณ หมายถึงภาพเขียนที่ถูกแนะนำว่าวาดโดยจอห์น คอนสเตเบิล หรือ โคลด โมเนต์ หรือเปล่า หมายถึงผลงานแนว Installations โดยเทรซี่ อีมิน และ เดเมี่ยน เฮิร์สหรือเปล่า?
‘ศิลปะ’ ของคุณ หมายถึงความน่าเบื่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุดตลอดเย็นหรือค่ำวันหนึ่งหรือเปล่า
‘ศิลปะ’ ทำให้คุณตื่นเต้นกระหายใคร่รู้หรือใบ้แดกล่ะ
คุณชื่นชอบใครมากกว่ากันระหว่างภาพยนตร์ของ อาร์โนล์ด ชวาซเนกเกอร์ กับ การแสดงบัลเลต์ คุณชอบบริดจริด โจนส์ หรือ เจน ออสติน มากกว่ากัน?
คำว่า ‘ศิลปะ’ มีความหมายว่าเป็นสิ่งที่คุณรู้สึกว่าดำรงชีชีวิตโดยปราศจากมันไม่ได้ หรือเป็นสิ่งที่คุณไม่ต้องแยแสกับมันเลยก็ได้ หรือเปล่า?

คำตอบที่มีต่อคำถามเหล่านั้น เผยให้เห็นตัวคุณเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่รสนิยมส่วนตัว หรือนิสัยใจคอ แต่รวมไปถึงตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมด้วย ก็เหมือนกับที่เราจะได้เห็นวิถีคิดที่แสดงออกของเราแต่ละคนที่มีต่อ ‘ศิลปะ’ ผ่านจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนสำคัญในการตั้งอยู่ของสังคม แม้ในคนที่ไม่มีความสนใจในศิลปะหรือออกจะไม่ชอบศิลปะ ความไม่แยแสเหล่านี้บ่งบอกถึงตัวตนของพวกเขาได้มาก ตราบที่รู้ถึงทัศนคติของพวกเขา

ในทำนองเดียวกัน ท่าทีของสังคมที่มีต่อ ‘ศิลปะ’ บอกเราได้มากเกี่ยวกับสังคมนั้น ๆ หากว่าเริ่มต้นด้วยการถือเอาศิลปะเป็นตัวตั้งที่มีบทบาททำให้สังคมขับเคลื่อนแล้ว ศิลปะจะถูกยอมรับว่ามีบทบาทสำคัญต่อสังคมหรือไม่?
หรือที่เราทำได้มากสุดคือไม่ให้กีดกันศิลปะออกไปจากสังคมหรือเปล่า?
ผู้คนที่หลากหลายในสังคมนั้น ๆ สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างงานศิลปะหรือไม่?
คนชื่นชมงานศิลปะมาจากพื้นเพทางสังคมที่หลากหลายหรือเป็นพวกเฉพาะกลุ่ม ?
ศิลปะเผยแพร่สำหรับทุกคนหรือถูกสงวนไว้เฉพาะอภิสิทธิ์ชน?
การตอบคำถามอะไรทำนองนี้เป็นการเข้าไปรับรู้ธรรมชาติการมีส่วนร่วมที่สำคัญในสังคมนั้น ๆ ทั้งหมด พูดอีกอย่างหนึ่งคือ การพิจารณาศิลปะคือวิถีของการพิจารณาสังคม ๆ หนึ่งด้วยเช่นกัน

เราเองก็สามารถเข้าใจศิลปะได้เป็นอย่างมากผ่านสังคม สรุปคือ เราหยั่งถึงศิลปะได้มากกว่าการแค่สนใจและแสวงหาความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะได้มากกว่าที่เคยหากเราเพ่งพินิจความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับสังคม นี่คือประเด็นสำคัญของการศึกษาสังคมวิทยาของศิลปะ ข้ออ้างอันเป็นประเด็นสำคัญนี้คือการขยายวิธีคิดเกี่ยวกับศิลปะที่หลักวิชาการอื่น ๆ สบประมาทและเฉยเมยโดยสิ้นเชิง ด้วยการยกตัวอย่างบริบทของสังคมที่ว่าศิลปะถูกสร้างโดยคน (ศิลปิน) ถูกจัดการโดยคน (ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการหอประชุมใหญ่ หรือเจ้าของแกลเลอรี่) รวมไปถึงผูกมัดเข้ากับคนอื่น ๆ (คนดูทั้งหลาย) ทำให้เราเริ่มมองเห็นแล้วว่าอะไรคือ ‘ศิลปะ’ อย่างแท้จริง มันทำหน้าที่อะไรในสังคมของพวกเรา และมันโยงใยสิ่งใดมายังการดำเนินชีวิตของพวกเรา

ว่าด้วยข้อกำหนดว่าการศึกษาสังคมวิทยาของศิลปะไม่ได้เป็นการฝึกฝนเชิงวิชาการแบบพิเศษ ไม่ได้เป็นการศึกษาสิ่งพิเศษที่เราหลงใหลเพียงหยิบมือเดียว ไม่ได้เป็นเรื่องที่ศึกษาเฉพาะกลุ่มสำหรับ ‘คนที่รักศิลปะ’ เท่านั้น ความจริงคือ สังคมวิทยาของศิลปะมีบทที่ไม่ง่ายอยู่ ทั้งกับคนที่มีชีวิตแวดล้อมไปด้วยศิลปะ คนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับศิลปะเลย หรือกับคนที่ทุ่มเทเวลาไปกับงานอดิเรกที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ในทางกลับกันสังคมวิทยาของศิลปะเป็นเรื่องของทุกคนที่ตระหนักถึงสังคมและวัฒนธรรมที่พวกเขาดำรงอาศัยอยู่ ที่ให้ความแปลกใหม่กับเรา ยั่วเย้าให้เกิดรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ลึกซึ้งก็บ่อย การโยงความหมายของศิลปะที่ลึกล้ำได้ขยายความหมายที่ลึกซึ้งไปกว่าศิลปะตามความหมายที่เคยถูกวางไว้ แต่มันทสะท้อนไปยังเรื่องสำคัญต่าง ๆ ในสังคม เช่น การเมือง และ การศึกษา

การศึกษาสังคมวิทยาของศิลปะ มักจะทำให้เกิดการวิเคราะห์ข้อโต้แย้งที่ลึกซึ้ง ที่มักจะผิดคาดต่อความรู้และแนวคิดอันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น สังคมวิทยาของศิลปะยังประกอบด้วยความท้าทายอย่างต่อเนื่องต่อความรู้ที่มีกึ๋น ท้าทายต่อความรู้โดยทั่วไปทั้งในมหาวิทยาลัย โลกของศิลปะ และในชีวิตประจำวัน ดังนั้นแล้ว อาจจะดูเหมือนว่าสังคมวิทยาของศิลปะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่พ่วงมาจากหลักการทางสังคมวิทยา แต่ก็เป็นกุญแจสำคัญหนึ่งที่จะนำไปสู่ความรู้ทางสังคมวิทยา หากไม่มุ่งศึกษาศิลปะและศิลปะบ่งชี้สังคมได้อย่างไรแล้ว ศักยภาพในการวืพากษ์สังคมก็คงจะไม่ถูกตรวจสอบอย่างลึกซึ้งพอ

คำถามสำคัญของหนังสือเล่มนี้
1. อะไรคือ ‘ศิลปะ’ ? อะไรที่ทำให้เรียกได้ว่าเป็นหรือไม่เป็น‘ศิลปะ’ ? ใครเป็นผู้ตัดสินว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็น ‘ศิลปะ’ ?
2. หนทางใดที่ทำให้ ‘ศิลปะ’ กับ ‘สังคม’ เกิดความสัมพันธ์กัน ? ธรรมชาติของสังคมส่งผลกระทบไปยังธรรมชาติของศิลปะได้อย่างไร? ศิลปะมีอำนาจชักจูงสังคมได้อย่างไร?
3. หนทางใดที่ศิลปะและพลังทางสังคมมาเชื่อมต่อกันได้
4. ความเป็นศิลปะต่อรองกับสังคมประเภทอื่นที่แตกต่างจากตัวมันเองได้อย่างไร
5. ผลงงานศิลปะถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? ศิลปินคืออะไร?
6. ผลงานศิลปะถูกเผยแพร่ต่อผู้ชมได้อย่างไร
7. อะไรที่ทำให้คนดูเข้าใจงานศิลปะได้
8. ทำไมคนบางประเภทถึงชอบศิลปะแต่บางคนกลับไม่ใช่ ? รสนิยมของคน ๆ หนึ่งบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง?
______

โครงสร้างและวัตถุประสงค์
หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยสองส่วนคือ โครงสร้างและวัตถุประสงค์ ในส่วนของโครงสร้าง แยกออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกว่าด้วยเรื่องแนวคิดทฤษฎีที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสังคมวิทยาของศิลปะ ส่วนที่สองจะแสดงให้เห็นความหลากหลายในการนำทฤษฎีสังคมวิทยาของศิลปะไปใช้วิเคราะห์โดยเฉพาะบริบทด้านความงาม แต่ละบทที่อยู่ในส่วนนี้ประกอบด้วยกรณีศึกษาเชิงประจักษ์โดยเฉพาะรูปแบบของขนบความงามที่ยึดถือกัน
ส่วนวัตถุประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยสองวัตถุประสงค์หญ่ ๆ คือ ส่วนแรกเป็นการแสวงหาความรู้เบื้องต้นสังคมวิทยาของศิลปะตั้งแต่จุดเล็ก ๆ หรือ ก่อนความรู้ ไปจนถึงความหมายหลัก วิวัฒนาการประเด็นปัญหาที่นักสังคมวิทยาต้องเผชิญรวมถึงความคล้ายคลึงด้านอื่นที่สัมพันธ์กับแก่นสาระของคำว่า ‘ในเชิงสุนทรียะ’ โดยเฉพาะในบทที่ ๑ เขียนโดย เดวิด อิงกลิช (David Inglish) ได้ให้ภาพกว้าง ๆ ถึงลักษณะความเข้าใจศิลปะจากมุมมองทางสังคมวิทยา การให้ภาพความสอดคล้องกันระหว่างทฤษฎีสำคัญ ๆ ที่หลากหลาย ผนวกกับการวิเคราะห์อย่างเป็นรูปธรรมก่อให้เกิดแก่นสาระสังคมวิทยาของศิลปะที่ได้รับการยอมรับขึ้นมา โดยเฉพาะการเน้นความสำคัญธรรมชาติของการวิเคราะห์สังคมวิทยาของศิลปะ แสดงให้เห็นถึงเส้นแบ่งที่สับสนในการตัดสินแนวคิดเกี่ยวกับศิลปะอย่างฉาบฉวยที่มีอยู่จำนวนมากในสังคมเรา
วัตถุประสงค์ในส่วนที่สอง คือการพิจารณาขอบเขตตรงไหนที่เรียกว่าเป็นเส้นแบ่งของการศึกษาศิลปะในเชิงสังคมวิทยาในปัจจุบัน และตรงไหนคือเส้นแบ่งในอนาคต ส่วนบทอื่น ๆ ในหนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ทั้งในเชิง ‘ทฤษฎี’ และ ‘เชิงปฏิบัติ’ เพื่อหาคำตอบต่อคำถามที่ว่า ตรงไหนคือจุดเริ่มของสังคมวิทยาศิลปะ? ไม่ยากเลยที่จะกล่าวว่าหนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมผู้เขียนเปี่ยมด้วยศักยภาพในการจับจังหวะลมหายใจของสังคมวิทยาศิลปะในยุคปัจจุบัน รวมไปยังการทำนายอนาคตจากการวินิจฉัยปัจจุบัน กระนั้นก็ยังมีบางอย่างที่เราเชื่อว่าเป็นประโยชน์อยากแนะนำ เป็นการท้าทายสังคมวิทยาศิลปะในปัจจุบัน บางประเด็นปัญหาได้ก้าวข้ามมาแล้ว บางประเด็นปัญหาก็ยังยากต่อการหาหนทางออก ไม่มีข้ออ้างใด ๆ ในที่นี้ ที่ถูกนิยามไว้อย่างเบ็ดเสร็จหรือหมดจดในแต่ละการวินิจฉัยหรือรักษาสังคมวิทยาศิลปะ จากนั้นผู้เขียนก็มุ่งไปยังความแตกต่างในประเด็นปัญหา กองบรรณาธิการรู้สึกขอบคุณผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนให้เกิดประเด็นปัญหาต่าง ๆ ทุก ๆ ท่าน วัตถุประสงค์ในการขยายพัฒนาการผลงานสังคมวิทยาศิลปะก็จักกังวานออกไปโดยผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผู้ที่จะเข้าใจขอบเขต มองเห็นจุดเเข็ง จุดอ่อนที่หลากหลายด้วยความสุขุม เราเชื่อว่าผู้อ่านที่อ่านครบทุกบทจะสามารถเข้าถึงลู่ทางขยายพื้นที่ทางความคิดและสะท้อนได้ว่าสังคมวิทยาศิลปะขยายตัวออกไปได้อย่างไรในอนาคต

เรียบเรียงจาก THE SOCIOLOGY OF ART WAYS OF SEEING

DAVID INGLIS AND JOHN HUGHSON ,EDITED

เรื่องถัดจากนี้ ตอนที่ 002 วิธีต่าง ๆ ในการเห็น (WAYS OF SEEING)

image

 

เรามีการเดินทางกันคนละหลายโลก โลกที่เท้าเดินทางไปถึง โลกที่ความคิดเดินทางไปถึง โลกที่ความคาดหวังเผชิญหน้ากับความจริงซึ่งอาจสูญสลายหรือสร้างพลังการเดินทางชีวิตต่อ 

สำหรับ ไมเคิลส์ เค ผู้พิการปากแหว่งตั้งแต่กำเนิด การเดินทางเพื่อพาแม่กลับบ้านเกิด มุ่งหน้าไปยังสถานที่เป็นเพียงคำบอกเล่าจากความทรงจำของผู้เป็นแม่ ปราศจากแผนที่ ไมเคิลส์เดิน เดิน เดิน ลากรถเข็นที่บรรทุกแม่ไว้ ผ่านหนาวและฝนจนต้องสูญเสียแม่ไป เหลือเพียงกล่องขี้เถ้าเท่านั้นที่เขาจะพกไปต่อให้ถึงจุดหมายที่เขาคิดว่ามันใช่ จุดหมายนั้นมีจริงเหรอ ระหว่างทางที่ชีวิตเขากวัดเเกว่งเข้าออกค่ายผลิตแรงงาน ถูกเข้าใจว่าเป็นสายลับสงคราม โดนดูถูกเหยียดหยามต่ำต้อยไร้ค่าและน่าสงสัย เขาปรารถนาเพียงการได้ใช้ชีวิตอย่างมีเสรีภาพที่จะนึกคิด มีสิทธิที่จะเลือกอย่างน้อยก็เรื่องกิน โดยไม่รู้เลยว่าเขากำลังอยู่ท่ามกลางสงคราม

การเดินทางทางความคิด การเดินทางด้วยเท้า ทุกการเดินทางของเราถูกมองเห็นโดยคนระหว่างทาง เราถูกโยนความหมายให้สวมใส่ สำคัญไหมถ้าการเดินทางหลายโลกของเราจะไม่สัมพันธ์กับคนอื่นบนโลกใบเดียวกัน

ชั่วชีวิตพลเมืองชั้นสอง